[Fic Yewook]Promise you(1)

posted on 09 May 2013 06:26 by beaujs13

 

 

Title : Promise you

Couple : Yesung x Ryeowook

Author : __nEowb

Note : อันนี้เป็นฟิคเย่เรียวที่จะเอาลง มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับชายรักชาย....ไม่เหมาะสมแก่เด็ก สตรีหรือผู้ใหญ่ทุกคนที่ไม่ชื่นชอบทางสายนี้ กรุณาอ่านคำเตือนดีๆ ถ้าไม่ชอบกรุณากด X จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยค่ะ แล้วก็ฟิคนี้ไรเตอร์ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่เยซองกำลังจะเข้ากรม T^T ยังไงก็ฝากอ่านกันเยอะๆนะค่ะ

 

 

 

 

 

 

                “ทำไมพี่ต้องไปด้วย?!”

                คิม รยออุค คนตัวเล็กของผมตะโกนขึ้นมาด้วยความโมโห เรียกให้เมมเบอร์หลายคนที่นั่งคุยเล่นกันอยู่ในหอต้องหันมามองอย่างงุนงง เพราะปกติเจ้าตัวเล็กประจำวงของพวกเราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

                “อุค....นายก็รู้ว่ามันเป็น ‘หน้าที่’ ที่พี่จะต้องทำมันให้ดีที่สุด”

                ผมเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก ไม่รู้เพราะอะไร....น้ำเสียงที่ผมเปล่งออกไปมันถึงยากลำบากนัก....ผมพยายามบังคับมันไม่ให้เสียงมันสั่นไปมากกว่านี้  พยายามจะเข้มแข็งแล้วฝืนยิ้มให้กับคนตรงหน้า แต่ไม่รู้ทำไม???

                .....ทำไม ผมถึงทำอย่างที่ตัวเองคิดไม่ได้สักที.....

                “.......”

                ผมลอบมองคนตัวเล็ก....คนที่เปรียบเสมือน

                .....น้องชาย....

                ......เพื่อน........

                .......และเป็นคนที่รักผมมากที่สุด และผมเองก็รักเขามากที่สุดเหมือนกัน.......

                เขาคือคนสำคัญที่คอยอยู่เคียงข้าง ร่วมทุกข์และสุขไปด้วยกัน ให้คำปรึกษากับผมในทุกๆเรื่อง ในวันที่ผมมีปัญหาเขาก็จะคอยกุมมือผมไว้แล้วบอกเสมอว่า ‘เย่ฮยองของอุคเก่งที่สุดแล้วครับ เชื่อสิว่าพี่จะต้องผ่านมันไปได้’

                คอยเป็นกำลังใจ คอยเป็นห่วงผม ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าผมไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้....ทุกวันที่ผ่านไป....มันทำให้โลกที่เคยหมองมัวของผมเต็มไปด้วยความสดใสเพราะรอยยิ้มของคนๆนั้น

                แต่หลังจากวันนี้ไปอีกไม่กี่วัน ผมก็จะไม่เห็นมันอีกแล้ว....มันดูเป็นเรื่องที่น่าเศร้าดีนะครับ....ผมยิ้มออกมาบางเบา ตอนนี้ในหัวใจผมมันแฝงไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายและปรวนแปรไปหมด

                ตอนนี้ผมมันอ่อนแอ ขนาดนั้นเลยหรอ??

                ใช่แล้วล่ะครับ อีก 1 วันข้างหน้าผมก็ต้องเตรียมตัวเข้ากรมไปเป็น ‘ทหาร’ เพื่อไปทำ ‘หน้าที่’ และ ‘รับใช้ชาติ’ ตามที่ผู้ชายเกาหลีทุกคนสมควรทำ แม้มันจะทำให้ผมเศร้าและเสียใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

                 “......”

                ตอนนี้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความเงียบ.....มันเงียบมาก ไม่มีใครพูดคุย หรือ เล่นสนุกอะไรกัน ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาตกอยู่ในห้องภวังค์ของตัวเอง ซึ่งบรรยายกาศแบบนี้ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยเกิด

                แต่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้ง

                ครั้งแรก.....ก็คังอิน

                ครั้งที่สอง.....ก็พี่ฮีชอล

                ส่วนครั้งที่สาม....ก็พี่อีทึก

                แล้วในครั้งที่ 4 นี้เองที่ผม.....คิม จงอุน หรือ เยซอง แห่งวงซูเปร์ จูเนียร์

                ทำให้มันเกิดขึ้น ผมเข้าใจแล้วว่ามันอึดอัดแล้วเสียใจมากแค่ไหน....แต่ก็พูดอะไรออกไปไม่ได้ ไม่งั้นเมมเบอร์ทุกคนก็จะพาคอยเครียดกัน ผมไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น

                ไม่อยากเห็นน้องๆเศร้า

                ‘Super Junior’ คือบ้านของผม เมมเบอร์ทุกคนคือครอบครัว ผมอยากให้พวกเขามีความสุข มีแต่รอยยิ้มและเสียงเฮฮา และที่สำคัญ ผมอยากให้คนที่ผมรักมากที่สุด ‘E.L.F’ เพื่อนที่ผมให้ความสำคัญพอๆกับคนในครอบครัวและสมาชิกในวง มีความสุขและยิ้มไปกับพวกเราเช่นกัน

                ถึงแม้จะมีน้ำตา....แต่อยากให้เป็นน้ำตาแห่งความสุข

                “ฮึก....ฮือ”

                เสียงร้องไห้ของใครบางคนดังขึ้นทำลายความเงียบและความอึดอัดที่กำลังปกคลุมไปทั่วห้อง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคนที่อยู่ข้างหน้าผมตอนนี้....น้ำตาใสๆไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยด้วยแรงสะอื้นหนักๆ มือเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ

                “อุค”

                ผมเอ่ยเสียงออกมาอย่างแผ่วเบา พลางยื่นมือหนาเพื่อไปสัมผัสกับหัวทุยเพื่อเป็นการปลอบโยนแบบที่ผมเคยทำทุกครั้งที่คนตัวเล็กของผมร้องไห้ และทุกครั้งเขาก็จะเดินเข้ามาโอบกอดเอวของผมไว้แน่นพร้อมกับเงยหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างๆให้ผมได้ชื่นใจ

                แต่คราวนี้กลับไม่เหมือนทุกครั้ง.....คนตัวเล็กกว่าถอยหลังก้าวเดินหนีไปจากผม

                “ฮึก....พี่....ไม่เข้าใจ....พี่ไม่รู้หรอกว่าการรอคอย มันทรมานมากแค่ไหน....พี่ไม่รู้.....พี่จะทิ้งผมไป พี่จะรู้ได้ยังไง!!”

                รยออุคปล่อยน้ำใสๆให้ไหลลงมามากกว่าเดิม ก่อนที่ขาเล็กจะหันหลังวิ่งไปยังห้องนอนของตัวเอง โดยที่ปล่อยทิ้งผมให้ยืนคนเดียวอยู่ทางด้านหลัง โดยไม่แม้แต่จะหันมามองผมด้วยซ้ำไป

                “ทำไมพี่จะไม่รู้ล่ะ....ว่ามันทรมานมากแค่ไหน”

                ผมพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปในอากาศ พร้อมกับก้มลงมองมือหนาของตัวเองที่ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งคนที่ผมรักไว้ได้ ทั้งๆที่อยู่ห่างกันแค่เอื้อม

                ไม่ไหวแล้ว....น้ำตาผมมันจะไหลลงมาซะแล้วสิ

                ผมพยายามข่มใจตัวเอง สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ กลั้นน้ำตาไว้ให้ซ่อนอยู่เพียงแค่ในใจ ไม่ให้มันหลั่งไหลออกมา เพราะถ้าผมร้องไห้ออกมาสักคน บรรยากาศในห้องนี้มันคงจะยิ่งแย่ลงไปมากกว่านี้

 

 

 

                ผมทำหน้าที่ ‘พี่’ ได้ดียังครับ?

 

 

 

                ผมตกอยู่ในภวังค์ห้วงความคิดของตัวเอง เฝ้าถามคำถามนี้ในหัวใจตัวเองวนเวียนไปซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งเสียงเล็กของใครบางคนเอ่ยเรียกชื่อผมนั่นแหละ ทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ของตัวเอง

              “พี่เยซอง”

                “ว่าไง ทงเฮ?”

                ผมสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด ก่อนที่จะหันหลังไปคลี่ยิ้มให้ อี ทงเฮ ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้แล้วก้มหน้าราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ก่อนที่จะตัดสินใจเอ่ยบางสิ่งออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้มบางๆ

                “ผมว่าให้รยออุคอยู่คนเดียวสักพักนะครับ เผื่ออะไรๆจะได้ดีขึ้น”

                “อื้ม ขอบคุณนะ ตัวเล็ก”

                ผมยื่นมือหนาไปลูบหัวทุยของคนตัวเล็กกว่าด้วยความเอ็นดู

                “ฮะ ไม่เป็นไรหรอก”

                “งั้นฉันฝากดูแลรยออุคหน่อยนะ ฉันจะไป Y-stlye สักหน่อยน่ะ อ่อ แล้วก็ฝากบอกรยออุคด้วยนะว่าฉันอาจจะกลับมาตอนเย็นๆ”

                “ฮะ เดี๋ยวพวกเราจะดูแลรยออุคเอง พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะฮะ”

 

 

 

 

                “โอปป้าๆๆ”

                เสียงใสกังวาลดังขึ้นเรียกผมจากเอล์ฟคนนึงที่กำลังดูแว่นอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ที่ผมกำลังยืนอยู่ ทำให้ผมเงยหน้าส่งยิ้มให้เธอพร้อมกับเลิกคิ้วเชิงคำถาม

                “สนใจแว่นอันนี้หรอครับ?”

                “ค่ะ อันนี้แหละ”

                เธอพยักหน้าถี่รัว พร้อมกับยื่นปลายนิ้วชี้ไปยังแว่นสีดำสนิท ลักษณะกรอบเลนส์เป็นแบบกลมๆมีเหลี่ยมด้านข้างยื่นออกมาเล็กน้อย ซึ้งยิ่งมองยิ่งทำให้ผมนึกถึงใครบางคน คนที่มักจะชอบมาเที่ยวที่ Y-style แล้วออดอ้อนขอแว่นฟรีไปจากผม แล้วครั้งล่าสุดก็เพิ่งอ้อนขอไอ้แว่นที่มันคล้ายๆแบบนี้ไปจากผมนี่เอง

                เมื่อ 1 เดือนก่อน.....

                ‘อุค เดินดีๆล่ะ เดี๋ยวเดินไปชนสินค้าล็อตใหม่เข้า’

                ผมเอ่ยเตือนคนตัวเล็กที่เที่ยวเดิน ไม่สิ ต้องบอกว่าเที่ยววิ่งไปนู้นไปนี่ซะจนทั่วร้านราวกับเด็กๆด้วยความตื่นเต้นเสียมากกว่า จนกลัวซะเหลือเกินว่าเจ้าตัวเล็กของผมคนนี้จะทำตัวเปิ่นชนสินค้าในร้านเข้าให้

                ‘บู่ววว เดี๋ยวนี้สนใจแว่นมากกว่าอุคหรอ?’

                รยออุคหันมาทำหน้ายู่ใส่ เป็นสัญญาณเตือนพ่อหนุ่มนิ้วสั้นคนนี้ได้รู้ได้ไม่ยากว่า....กำลังจะงอนและน๊า ให้รีบมาง้อด่วน....

                ‘ป่าวจ่ะ เมียจ๋า ยังไงอาเฮียคนนี้ก็ต้องสนใจเมียจ๋ามากกว่าแว่นอยู่แล้ว’

                ผมเดินเข้าไปโอบกอดคนตัวเล็กจากด้านหลัง ซึ่งรยออุคก็ไม่ขัดขืน เขาเอนตัวลงมาพิงอกแกร่งของผมแล้วคลี่ยิ้มจนแก้มปริ พร้อมกับกุมมือผมไว้แน่นราวกับจะส่งผ่านไออุ่นจากตัวเขาให้ผมได้อุ่นใจ

                ‘งั้นถ้าเค๊าขอแว่น ตัวเองก็จะให้เค๊าน่ะสิ’

                ‘หื้อ??’

                ‘เค๊าอยากได้แว่นอันนั้น’

                ‘แต่เค๊าเพิ่งให้ตัวเองไปนี่น่า’

                ‘แต่แว่นนั้นเค๊าอยากได้นี่’

                ‘แต่......’

                ‘เค๊าอยากได้ๆ’

                ‘คือว่า......’

                ‘งั้นเค๊าไปขอให้ฮยองซิคซื้อแว่นแบบนี้มาให้เค๊าดีกว่า~’

                รยออุคเบ้ปากใส่ผม ก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำตัวโปรด แล้วใช้ปลายนิ้วเรียวเตรียมกดโทรไปหาเจ้าเด็กฮยองซิคนั่น

                ‘อ่า....เอาไปเลยจ่ะ เมียจ๋า!’

                ‘ดีมาก คิคิ’

                รยออุคคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือเข้าที่เดิม และเมื่อสายตาคมของผมเหลือบไปเห็นพวงแก้มใสของคนในอ้อมกอดระเรื่อขึ้นสีแดง ผมก็ไม่รีรอช้า จัดการประทับริมฝีปากลงบนแก้มใสนั้นทันทีอย่างไม่ลังเลด้วยความหมั่นเขี้ยว

                ‘งื้อ ไอ้พี่ซาลาเปาบ้า!’

                ‘ฮ่าๆ ก็อยากน่ารักทำไมล่ะคร้าบ~’

                ‘ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย.....พี่เย่แหละชอบลวนลามเค๊า....คนฉวยโอกาสๆๆๆ’

                รยออุคดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของผม พร้อมกับโวยวายผมออกมาชุดใหญ่ แต่น่าแปลกนะ....ที่ผมคิดว่าเสียงนั้นมันไม่เห็นจะน่าเบื่อหรือน่ารำคาญเลยสักนิด ตรงข้ามกัน มันกลับน่าฟังเสียมากกว่า

                ‘ถ้าไม่หยุดล่ะก็ พี่จะ.....’

                ยังไม่ทันที่ผมจะพูดได้จบประโยค ผมก็ประทับริมฝีปากกดจูบลงเบาๆที่ริมฝีปากแดงเอิบอิ่มนั้นทันทีโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จนอีกคนต้องหันมาตีที่วงแขนแกร่งเบาๆเชิงห้ามปรามกับการชอบฉวยโอกาสของผม

                ‘บ้าๆ’

                ‘บ้ารักรยอกูไง’

               

 

 

                “เอ่อ โอปป้าค่ะ ราคาเท่าไหร่หรอ?”

                “อ....อ่อ ครับ เอาอันนี้หรอ?”

                ผมเงยหน้าขึ้นมาตอบรับคำของคนตรงหน้าอย่างงุนงงเล็กน้อย พร้อมกับชี้ไปทางแว่นที่หญิงสาวตรงหน้าต้องการ ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับเบาๆ

                “แต่ผมว่าอันนี้ดูดีกว่านะครับ สีสวยกว่าด้วย”

                ผมชี้ไปที่แว่นกรอบสีแดงแจ๋จัดจ้าน ช่างแตกต่างกับแว่นที่เธอต้องการราวฟ้ากับเหว แต่เธอก็ยังคงยิ้มกว้างมาทางผม แล้วก็พร้อมยินดีที่จะซื้อมันไป

                “ค่ะ เอาอันนี้ก็ได้ค่ะ”

 

 

 

                ในตอนเย็นที่ผมเดินกลับมาถึงที่หอ......ผมสาวเท้ายาวๆ เอื้อมมือไปเปิดประตู พลางสอดสายตามองไปรอบห้อง แต่กลับแต่ความว่างเปล่า.....เจ้าพวกนั้นหายไปไหนกันหว่า??

                ผมสะบัดหัวอย่างมึนงง เพราะว่าเจ้าพวกตัวแสบบอกกับผมเองนี่น่าว่าวันนี้พวกเขาจะอยู่ที่หอกันเพื่อเลี้ยงฉลองส่งผม นี่น่า แล้วตอนนี้หายไปไหนกันนะ?? สงสัยจะออกไปทำงานกันมั้ง

                อีกอย่างเจ้าพวกนั้นคงจะลืมกันไปหมดแล้วมั้งว่าฉันต้องเข้ากรมน่ะ ถึงไม่มีฉัน พวกนั้นก็คงไม่เหงาหรอก

                “ส่องทวิตเตอร์หน่อยดีกว่า”

                ผมหยิบไอโฟนสีขาวขึ้นมา ก่อนจะล็อกอินเข้าใช้งานทวิตเตอร์ พร้อมกับส่องหน้า TL ของตัวเองว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จากนั้นค่อยไปส่องว่าเหล่าเอล์ฟตัวน้อยของผมกำลังจะทำโปรเจคอะไรส่งผมหรือเปล่านะ

                แต่มันกลับว่างเปล่า.....ไม่มีแม้แต่ข้อความที่ทวิตมาถึงผมด้วยซ้ำไป

                อ่า เจ็บปวดใจนิดๆนะ~

                มันทำให้ผมอดคิดไม่ได้จริงๆว่าถ้าผมเข้ากรมไปแล้ว พวกเขาจะลืมผมหรือป่าวนะ??

                จะคิดถึงผมบ้างไหม??

                “อื้ม....”

                ผมสะบัดไหล่ไปมาเพื่อสลัดความเมื่อยล้า แม้ตอนนี้ผมจะแอบรู้สึกเหงาและน้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นไร พวกเขาก็มีงานที่ต้องทำ ส่วนผมก็มีงานที่ผมต้องทำเช่นกัน

                หลังจากที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ไม่นานผมก็เดินมาถึงหน้าห้องตัวเองแล้วซะงั้น มือหนาของผมกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูออกเพื่อเข้าไปนอนพักผ่อน ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงหวานที่คุ้นเคยของใครบางคนดังแว่วขึ้นมาจากในห้อง

                รยออุค?

                “ฮือ.....ยังไงผมก็ไม่ยอม....ไม่ยอมให้พี่เยซองไปเข้ากรมเด็ดขาด ฮึก....ฮือ...”

                “รยออุค นายอย่าเอาแต่ใจแบบนี้สิ รู้ไหม ว่ามันทำให้พี่เยซองลำบากใจมากแค่ไหน”

                อ่า...นี่เสียงซองมินนี่น่า....ผมเอาหูแนบกับบานประตู จะได้ฟังได้ถนัดชัดเจนมากขึ้น

                “ใช่แล้ว ไม่ใช่นายคนเดียวสักหน่อยที่ไม่อยากให้เจ้าเยซองไป ทุกคนที่นี่รวมถึงเอล์ฟเองก็ไม่อยากให้เยซองเข้ากรมเหมือนกัน หัดมีเหตุผลหน่อยสิ”

                คังอินเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น ทำให้ผมนับถือในตัวเขาไม่น้อยเลยทีเดียวในตอนนี้

                “ผมรู้ผมเข้าใจดีแต่จะให้ผมทำไงล่ะ....แค่ที่ผมต้องไปทำงานที่จีนในฐานะ sj-m เป็นเวลาไม่กี่เดือนผมก็คิดถึงพี่เขาจะแย่แล้ว.....แล้วนี่พี่เยซองไปตั้ง 2 ปี....ผมทนไม่ได้หรอกนะครับ”

                “แต่ถ้านายเป็นแบบนี้.....พี่เยซองจะเข้ากรมไปอย่างไม่สบายใจนะ”

                คยูฮยอนเอ่ยออกมาอย่างอึกอัก

                “ฮึก....ฮือ....อย่างน้อยอีกสัก 1 ปี หรือ 1 เดือนก็ยังดี.....ทำไมต้องเป็นวันพรุ่งนี้ด้วย”

                รยออุคปล่อยน้ำตาใสๆให้ไหลลงมา  พร้อมกับสะอื้นหนักๆ....ตอนนี้ผมอยากจะเข้าไปปลอบเขาจริงๆ แต่ก็ทำไม่ได้

                “พี่เยซองทำไรอยู่น่ะ?”

                “เห้ย!”

                ผมอุทานมาเบาๆอย่างตกใจ เมื่อเจ้าไก่เดินมากระซิบข้างหูผมทางด้านหลังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

                “ตกใจทำไมน่ะ? - -”

                “ตกใจหน้านายไง”

                ผมตีหน้านิ่งใส่ ก่อนจะเขกหัวทุยๆของฮยอกแจไปแรงๆ แล้วสาวเท้าเดินหนีเข้าไปในห้องของพี่อีทึก ที่ตอนนี้มันไม่ได้ใช้งานแล้ว

                “โว๊ะ! อะไรของเขาน่ะ!?”

                ฮยอกแจบ่นออกมา มันไม่ได้ดังมาก แต่ก็พอที่จะทำให้ผมได้ยินนั่นแหละนะ

                “นี่! ฮยอกแจนายมาแอบฟังพวกเราหรอ?”

                “เห้ย! ฉันป่าวนะ ซองมิน พี่เยซองต่างหากที่มาแอบฟังน่ะ”

                “ไม่ต้องไปโทษคนอื่นเลย”

                “นี่ ผมพูดจริงๆนะ พี่คังอิน.....ทำไมไม่มีใครเชื่อผมเลยล่ะ!!”

                อ่า.....ทุกคนเข้าใจผิดว่าฮยอกแจเป็นคนแอบฟังสินะ.....อ่า พี่ขอโทษนะ ฮยอกแจ ไว้ว่างๆจะเลี้ยงขนมเป็นการไถ่โทษอีกทีและกัน

                หลังจากที่เสียงเอะอะโวยวายของคนในหอพักเงียบลงไป ซึ่งก็ดูเหมือนว่าทุกคนจะกลับมากันหมดแล้ว.....แต่น่าแปลกนะทำไมพวกเขาถึงไม่เรียกผมออกล่ะ?

                “อ่า.....บ้าจริง”

                น้ำใสๆไหลลงมาจากดวงตาคมของผมอย่างห้ามไม่อยู่ ผมปัดมันออกลวกๆ แต่ยิ่งปัดออก มันก็ยิ่งไหลลงมามากกว่าเดิม ตอนนี้ผมมันคงอ่อนแอจริงๆนั่นแหละ ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองจะเข้มแข็งกว่านี้แล้วแท้ๆ แต่ทำไม....

                “......”

                ผมพยายามสะกดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้มันไหลลงมาอีก ขาที่เคยยืนหยัดด้วยตัวเองมาได้ตลอดตอนนี้มันอ่อนทรุดฮวบจนแทบจะยืนทรงตัวไว้ไม่อยู่ ไม่นาน ผมก็หย่อนตัวลงนั่งที่ปลายเตียง แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สั่นจนไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว

                “อุค พี่ขอโทษนะที่ทำให้นายร้องไห้ ทั้งๆที่สัญญากันไว้แล้วแท้ๆว่าจะไม่ทำให้นายร้องไห้อีก”

               

 

 

 

 

..........................................................................................................................................................

อารมณ์แบบว่านั่งอ่านไป ก็นั่งดราม่าเยซองไป(แต่งไปจะร้องไห้จริงๆนะ) ฮ่าๆๆ

ความจริงตอนแรกไรเตอร์ตั้งใจจะให้มันเสร็จก่อนวันที่เยซองเข้ากรม แต่ไปๆมาๆด้วยความขี้เกียจทำให้มันดอง

ไม่เสร็จเสียที(อย่าเพิ่งกระทืบไรเตอร์นะค่ะ 5555)

คาดว่าตอนหน้าก็น่าจะจบแล้ว(มั้ง) ยังไงก็ฝากทุกคนติดตามอ่านเรื่องนี้กันด้วยนะค่ะ
 
แล้วก็ช่วยเม้นให้หน่อยนะ(แต่ถ้าไม่ได้ไำม่เป็นไร ไรเตอร์เข้าใจ แต่มาเม้นนิดนึงก็ยังดีนะ>>ต้องการอะไร 5555)
 
เขียนแค่นี้แหละ ไปแล้วค่ะ อ่านกันให้สนุกนะ เพราะไรเตอร์ปลื้มคู่นี้มากๆแบบว่าน่ารักสุดๆเลย
 
ก็แค่เชื่อและรัก Yewook เท่านั้นเอง

edit @ 2 Jul 2013 20:33:52 by __nEowb

Comment

Comment:

Tweet

#1 By nusjung (27.55.8.94) on 2013-11-07 04:03